Header Ads

ข่าว - SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้เป็น 2% หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย

เรียน ท่านสื่อมวลชน

 

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC ขอนำส่งบทวิเคราะห์ เรื่อง SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้เป็น 2% หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย แต่เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวแบบ K-shaped กระจุกตัวในภาคธุรกิจที่พึ่งพาสัดส่วนการนำเข้าสูง ขณะที่ครัวเรือนและ SMEs ยังเปราะบาง ท่ามกลางรายได้ที่ชะลอลงและภาระหนี้ระดับสูง มาเพื่อโปรดพิจารณา และขอขอบพระคุณในความอนุเคราะห์นำเสนอข่าวสารของธนาคารด้วยดีเสมอมา

 

ขอแสดงความนับถือ

ทีมประชาสัมพันธ์ ธนาคารไทยพาณิชย์

 

 

ผู้บริหารที่ให้ข้อมูล
ดร.ยรรยง ไทยเจริญ, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน, ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)
ดร.ฐิติมา ชูเชิด, ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค, ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)
นางสาวปราณิดา ศยามานนท์, ผู้อำนวยการ ผู้บริหารฝ่าย Industry Analysis, ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)

 

SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้เป็น 2% หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย แต่เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวแบบ K-shaped กระจุกตัวในภาคธุรกิจที่พึ่งพาสัดส่วนการนำเข้าสูง ขณะที่ครัวเรือนและ SMEs ยังเปราะบาง ท่ามกลางรายได้ที่ชะลอลงและภาระหนี้ระดับสูง

 

SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 2% หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลายทำให้ราคาพลังงานปรับลดลง ช่วยบรรเทาต้นทุนการเดินทางและสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว ประกอบกับการส่งออกและการลงทุนในบางกลุ่มอุตสาหกรรมยังขยายตัวได้ดี อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงในระยะถัดไป จากผลกระทบของต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้นในช่วงสงครามรุนแรงก่อนหน้า ซึ่งเริ่มส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อ และกำลังซื้อ แม้จะมีแรงพยุงเพิ่มเติมจากภาครัฐ โดยเฉพาะ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แต่การฟื้นตัวยังคงมีลักษณะ K-shaped กระจุกตัวในบางกลุ่ม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่พึ่งพาสัดส่วนการนำเข้าสูง ขณะที่ครัวเรือนรายได้ต่ำ-ปานกลางและ SMEs ยังเปราะบางจากรายได้ที่ชะลอลงและภาระหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูง สำหรับปี 2570 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวใกล้เคียงกันที่ 1.9% สะท้อนข้อจำกัดด้านแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ท่ามกลางแรงกดดันภาวะการเงินตึงตัวและความเสี่ยงภายนอกที่ยังอยู่ในระดับสูง

 

เศรษฐกิจไทยได้แรงหนุนระยะสั้นจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลาย แต่ผลกระทบต้นทุนยังทยอยกดดันเศรษฐกิจ

ราคาน้ำมันที่เริ่มลดลง แม้ยังสูงกว่าก่อนเกิดสงคราม ช่วยบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวที่น่าจะฟื้นตัวดีขึ้นจากต้นทุนการเดินทางที่ลดลง ขณะที่การส่งออกโดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังเติบโตต่อเนื่อง และการลงทุนจากต่างประเทศขยายตัวดี อย่างไรก็ดี ผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและต้นทุนการผลิตที่ปรับสูงขึ้นในช่วงก่อนหน้า ยังคงทยอยส่งผ่านมายังเศรษฐกิจจริง และจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจชัดขึ้นตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี

SCB EIC ประเมินว่าผลกระทบดังกล่าวจะส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยใน 3 ช่องทางสำคัญ ได้แก่ (1) ต้นทุนพลังงานและการผลิต กดดันเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ กำลังซื้อของภาคครัวเรือน และกระทบต่ออัตรากำไรธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้พลังงานและโลจิสติกส์เข้มข้น (2) เศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง กระทบต่อการส่งออกจากกำลังซื้อโลกที่อ่อนแอลง โดยเฉพาะตลาดที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงคราม ขณะที่ราคาพลังงานนำเข้าที่สูงในช่วงก่อนหน้าและแนวโน้มการนำเข้าสินค้าทุนที่เร่งตัวขึ้น จะกดดันให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มปรับแย่ลงมากในปีนี้ และ (3) ภาวะการเงินตึงตัวขึ้น จากความผันผวนในตลาดการเงินและเงินทุนเคลื่อนย้าย ส่งผลให้ Risk premium และ Yield curve สูงขึ้น

 

การฟื้นตัวแบบ K-shaped ชัดเจนขึ้น กระจุกตัวในธุรกิจใหญ่และกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่ครัวเรือนและ SMEs ยังเปราะบาง

SCB EIC มองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวแบบ K-shaped ชัดเจนขึ้น โดยแรงขับเคลื่อนหลักกระจุกตัวในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เช่น AI, Data center อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนและการส่งออกบางกลุ่มสินค้า อย่างไรก็ดี ธุรกิจกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีสัดส่วนการนำเข้าสูง ทำให้ผลบวกต่อห่วงโซ่อุปทานในประเทศ การจ้างงานและรายได้ในวงกว้างยังมีข้อจำกัด ในทางกลับกัน ครัวเรือนรายได้ต่ำ - ปานกลางและ SMEs ยังเผชิญความเปราะบางจากรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ต้นทุนการผลิต
และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งภาระหนี้สูง ส่งผลให้การบริโภคฟื้นตัวได้จำกัด และทำให้ธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจบริการบางกลุ่ม ยังเผชิญแรงกดดันต่อยอดขาย สภาพคล่อง และความสามารถในการชำระหนี้ ความแตกต่างของการฟื้นตัวระหว่างกลุ่มธุรกิจและกลุ่มครัวเรือนจะเป็นข้อจำกัดสำคัญของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

 

เศรษฐกิจไทยปี 2569-2570 มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราต่ำ แม้มีแรงพยุงจากภาครัฐผ่าน พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท

SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวที่ 2% สูงกว่ามุมมองเดิม แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนหน้า จากตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกที่ออกมาดีกว่าคาด สถานการณ์ตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลาย รวมทั้งแรงสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งจะช่วยประคองเศรษฐกิจผ่านมาตรการลดค่าครองชีพ การกระตุ้นการใช้จ่าย และการลงทุนบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน อย่างไรก็ดี แรงพยุงจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัสจะช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจระยะสั้นเป็นหลัก ก่อนที่แรงส่งนี้จะชะลอลงในช่วงสิ้นปี ขณะที่ยังต้องติดตามความชัดเจนของมาตรการการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจต่อไป

 

สำหรับปี 2570 SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวใกล้เคียงกับปี 2569 ที่ 1.9% สะท้อนข้อจำกัดจากแรงขับเคลื่อนใหม่ในการยกระดับการเติบโตในระยะกลาง ขณะที่แรงขับเคลื่อนเดิมยังมีข้อจำกัด ทั้งการบริโภคที่ฟื้นตัวช้าตามกระบวนการ Deleveraging ของภาระหนี้ในภาคครัวเรือน การลงทุนและการส่งออกที่กระจุกตัวและพึ่งพาการนำเข้าสูง งบประมาณของภาครัฐที่มี Policy space ลดลง และความเปราะบางของ SMEs ที่ยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรง และภาวะการเงินที่ตึงตัว

 

นโยบายการเงินมีข้อจำกัด คาด กนง. คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดปีนี้

SCB EIC ประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ตลอดปี 2569 โดยแรงกดดันเงินเฟ้อที่สูงขึ้นมีที่มาจากปัจจัยอุปทานเป็นสำคัญ และการคาดการณ์เงินเฟ้อของประชาชนและภาคธุรกิจในระยะยาวยังไม่ถูกกระทบ ทั้งนี้ SCB EIC คาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปีนี้จะปรับลดลงจากมุมมองเดิมเหลือ 2.6% อยู่ในกรอบเป้าหมายได้ หลังสถานการณ์สงครามคลี่คลายช่วยให้ราคาพลังงานปรับลดลง ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีเสถียรภาพด้านต่างประเทศที่แข็งแกร่ง ทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง จึงไม่มีความจำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแลเงินเฟ้อและค่าเงินอ่อนค่าเช่นที่เกิดขึ้นกับบางประเทศในภูมิภาค  ทั้งนี้แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ในระดับต่ำ แต่ภาวะการเงินโดยรวมยังตึงตัว โดยเฉพาะต่อลูกหนี้รายย่อยและ SME จากรายได้ที่ชะลอลง และความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ ตามความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ที่ด้อยลง ทำให้มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ควบคู่กับมาตรการเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างรายได้จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยเพิ่มสภาพคล่องและประคับประคองเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

 

ภาคธุรกิจเผชิญแรงกดดัน แต่โอกาสยังอยู่ในกลุ่มที่เชื่อมโยงกับ AI, FDI และ Megatrends

ภาคธุรกิจไทยเผชิญแรงกดดันสำคัญจากต้นทุนที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงคราม ความผันผวนของ Supply chain และอุปสงค์ที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ส่งผลให้หลายธุรกิจเผชิญแรงกดดันด้านยอดขาย อัตรากำไร และสภาพคล่อง โดยเฉพาะธุรกิจส่วนใหญ่ที่มีข้อจำกัดในการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาของผู้บริโภคในภาวะที่อุปสงค์ยังเปราะบาง SCB EIC มองว่าแนวโน้มธุรกิจในระยะข้างหน้าจะมีความแตกต่างกันชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และกลุ่ม SME รวมทั้งธุรกิจที่มีความสามารถในการปรับตัวลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานที่เติบโตได้ตามกระแสการเปลี่ยนแปลงหลักของโลก จะยังสามารถรักษาการเติบโตได้ต่อเนื่อง แต่ต้องติดตามความเสี่ยงด้านต้นทุนและความผันผวนของอุปสงค์อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้โอกาสการเติบโตยังอยู่ในธุรกิจที่เชื่อมโยงกับ AI, การลงทุนจากต่างประเทศ และ Megatrends เช่น อิเล็กทรอนิกส์ Data center พลังงานสะอาด อาหาร และ Healthcare ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนใหม่ การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี การย้ายฐานการผลิต และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในระยะยาว ดังนั้น ภาคธุรกิจไทยควรเร่งยกระดับประสิทธิภาพ ปรับโครงสร้างต้นทุน และเชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่ เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

 

เศรษฐกิจโลกปีนี้ชะลอลง ท่ามกลางเงินเฟ้อและดอกเบี้ยโลกที่สูงขึ้น

SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 2.5% และ 2.6% ในปี 2569 และ 2570 ตามลำดับ โดยแรงส่งหลักยังมาจากการลงทุนใน AI ทำให้ประเทศผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ได้รับประโยชน์ต่อเนื่อง สำหรับสถานการณ์ในตะวันออกกลางปรับดีขึ้น แต่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ในระยะข้างหน้า ยังต้องติดตามมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 ซึ่งเป็นความเสี่ยงหลักต่อการค้าโลกในช่วงครึ่งหลังของปี ด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางหลักของโลกยังให้ความสำคัญกับความเสี่ยงเงินเฟ้อสูงกว่าเป้าหมาย โดย SCB EIC มองว่า Fed จะไม่ผ่อนคลายนโยบายการเงินในปีนี้ โดยจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.5-3.75% ตลอดปี สำหรับภาวะการเงินโลกจะยังตึงตัวต่อเนื่อง ตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่อยู่ในระดับสูง

 

 

*************************************

 

 

ประชาสัมพันธ์ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

จิตตินี จอมปรัชญา โทร. 098-9235915 Email : chittinee.jompratchaya@scb.co.th

กุณฑลี  โพธิ์แก้ว  โทร. 086-1308560 Email: koontalee.pokaew@scb.co.th

Uploaded Image Uploaded Image Uploaded Image Uploaded Image Uploaded Image Uploaded Image Uploaded Image Uploaded Image

No comments

Theme images by sololos. Powered by Blogger.